Share It

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กลูต้าเคอร์คิวมา ซี-อี เครื่องดื่มอินเทรนด์ของสาวทันสมัย

กลูต้าเคอร์คิวมา ซี-อี เครื่องดื่มอินเทรนด์ของสาวทันสมัย


พิสูจน์ความขาวกระจ่างใสจากภายในสู่ภายนอกภายใน 4 สัปดาห์ 


เครื่องดื่มกลูต้าเคอร์คิวมา ซี-อี gluta curcuma C-E giffarine


เครื่องดื่มกลูต้าเคอร์คิวมา ซี-อี
Gluta Curcuma C-E  สนใจติดต่อคุณ นลินี โทร 080-6427376

เครื่องดื่มกลูต้าเคอร์คิวมา ซี-อี ผสมน้ำรสขมิ้น 10% มีกลูต้าไธโอน 250 มก.
ขมิ้น กลูตาไธโอน และวิตามินซี, อี 
ตรา กิฟฟารีน 


เครื่องดื่มกลูต้าเคอร์คิวมา ซี-อี gluta curcuma C-E giffarine




ราคาขายแพ็คละ  440 บาท
1 แพ็ค บรรจุ 6 ขวด ขนาดขวดละ 50 มล.

ราคาสมาชิก 330 บาท/แพ็ค

วิธีรับประทาน : เขย่าขวดก่อนดื่ม


เครื่องดื่มกลูต้าเคอร์คิวมา ซี-อี gluta curcuma C-E giffarine



HEALTH NEWS

  ขมิ้น หรือ Turmeric ชื่อขมิ้นในประเทศไทยเรียกตามภาษาท้องถิ่นมีหลายชื่อคือ ขมิ้นแกง (เชียงใหม่) ขมิ้นชัน (กลาง, ใต้) ขมิ้นหยอก, ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้นและหมิ้น (ตรัง, ใต้) ตายอ (กะเหรี่ยง ก าแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง, แม่ฮ่องสอน) 

  แหล่งกำเนิดที่แน่นอนของขมิ้นไม่เป็นที่รู้จัก แต่พบมากในเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่มาจาก ภาคตะวันตกของอินเดีย ขมิ้นเป็นพืชล้มลุกอยู่กลุ่มพืชจำพวกขิง มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อเหง้ามีสีเหลืองอมส้ม หรือสีแสดออกแดง มีกลิ่นหอมและไม่มีเมล็ดพันธุ์ การขยายพันธุ์ใช้การแตกหน่อ โดยจะทำการเลือกจากลูกผสมระหว่างขมิ้นป่า (Curcuma aromatica) พื้นเมืองอินเดียศรีลังกาและเทือกเขาหิมาลัยตะวันออกและบางสายพันธุ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด 
  ขมิ้นมีการปลูกในอินเดียมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นที่รู้จักในประเทศจีนเมื่อประมาณ 700 ปี, แอฟริกาตะวันออก 800 ปี และแอฟริกาตะวันตก 1,200 ปี ปัจจุบันมีการปลูกขมิ้นกันอย่างแพร่หลายในแถบประเทศเขตร้อนชื้น 
 ขมิ้นมีสรรพคุณทางยามาตั้งแต่อดีต ก่อนคริสศักราช 250 ปี จากบันทึกการใช้ยาในเอเชียใต้, อ้างใน Treatises ภาษาสันสกฤตในทางการแพทย์ และใช้กันอย่างแพร่หลายในยาอายุรเวท และ Unani อายุรเวท Susruta ของเคท ในประเทศอินเดีย มีการบันทึกถึงการนำครีมที่มีขมิ้นเพื่อรักษาอาการของคนถูกที่วางยาพิษ แก้การอักเสบของแผลที่ผิวหนัง และบำรุงผิวพรรรณสำหรับผู้หญิง สำหรับศาสนาฮินดู ในพิธีแต่งงาน เจ้าสาวจะถูขมิ้นตามร่างกายของพวกเขา และกับทารกแรกเกิด โดยลูบบริเวณหน้าผากของพวกเขา เพื่อให้ผิวพรรณดูผ่องใส และแวววาวดูมีราศี ปราศจากสิ่งชั่วร้าย เหมือนในประเพณีไทยที่ผู้ชายที่กำลังบวชเป็นพระ จะใช้ขมิ้นในการขัดผิวในขั้นตอนการบวชนาค และพบว่าคนชนชั้นสูงในประเทศอินเดีย นำชิ้นส่วนของเหง้าของขมิ้น แช่ลงไปในน้ำเพื่อใช้ในอาบน้ำ มีรายงานว่าขมิ้นจะช่วยปรับโทนสีผิว หรือช่วยให้ผิวเนียน สว่างใส ผู้หญิงในแถบเอเชียจึงรู้ถึงสรรพคุณของขมิ้นเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังนิยมนำไปประกอบอาหารเพื่อป้องกันโรคทางเดินอาหาร และเสริมสร้างสุขภาพผิวพรรณ ทั้งยังป้องกันโรคมะเร็ง โดยจะพบว่าคนแถบตะวันออกโดยเฉพาะคนเอเชียจะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งน้อยกว่าคนแถบตะวันตก 

คุณประโยชน์ของขมิ้น 
- เหง้าขมิ้นชันประกอบด้วยสารสำคัญประเภทเคอร์คูมินอยด์เป็นสารสีเหลือง ประกอบด้วยเคอร์คูมิน, เดสเมทอกซี เคอร์คูมิน และบิสเดส เมทอกซีเคอร์คูมิน และน้ำมันหอมระเหย มีสีเหลืองอ่อน มีสารสำคัญคือ เทอร์เมอโรน และซิงจีเบอรีน นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มเซสควิเทอร์ปีน และโมโนเทอร์ปีน อื่นๆ 
- ขมิ้นชันที่ดีต้องมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยจำพวกเคอร์คูมินอยด์คำนวณเป็นเคอร์คูมินไม่น้อยกว่า 5% โดยน้ำหนัก และ 6% โดยปริมาตรต่อน้ำหนัก ตามลำดับตามมาตรฐานของตำรับยาสมนุไพรของประเทศไทย หรือไม่น้อยกว่า 3% และ 4% ตามลำดับ ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก 

ผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา 
การศึกษาในสัตว์ทดลองหรือในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดหรือสารส าคัญของขมิ้นชันมีฤทธิ์ทางยาที่ส าคัญพอสรุปได้ ดังนี้ 
1. ฤทธิ์ลดการอักเสบผัวหนัง 
2. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและ antioxidant activity ของสารกลุ่มเคอร์คูมินนอยด์ 
3. ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์และต้านการเกิดมะเร็งจากการได้รับสารก่อมะเร็งที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ 
4. ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย 
5. ฤทธิ์ต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก 

กลูตาไธโอน (Glutathione) 
- กลูตาไธโอน (Glutathione) จัดเป็นสารประเภท Tripeptide ซึ่งประกอบด้วย กรดอะมิโน 3 ชนิด คือ Glutamine, Cysteine และ Glycine ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ แต่มีปริมาณน้อยอาจไม่เพียงพอในการนำไปสร้างสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อป้องกันการเสื่อมต่างๆ ของเซลล์ในร่างกาย 
- การรับประทานกลูตาไธโอนสามารถดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กได้ แต่ส่วนที่อยู่ในทางเดินอาหารส่วนอื่นจะถูกย่อย สลายได้เป็นกรดอะมิโนต่างๆ คือ กลูตามีน ซีสเทอีน และไกลซีน ซึ่งสามารถนำมาสร้างเป็นกลูตาไธโอนได้ใหม่ภายในเซลล์ 
- กลูตาไธโอนช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เนื่องจากมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการสร้างเม็ดสีเมลานินของผิวหนัง ที่ถูกสร้างขึ้นในหนังกำพร้าชั้นล่างสุด โดยถ้าร่างกายมีกลูตาไธโอนก็จะสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตเมลานินและทำให้ผิวมีสีคล้ำ เพราะเมื่อเอนไซม์ Tyrosinase ถูกยับยั้งก็จะทำให้มีการสร้าง Pheonomelanin 

บทบาทของกลูตาไธโอนต่อผิว 
1. ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวขาวขึ้น จุดด่างดำลดลง 
2. เป็นแอนติออกซิแดนท์ (สารต้านอนุมูลอิสระ) ช่วยลดรอยหิวย่นและทำให้ผิวเรียบเนียนใส นอกจากนี้ กลูตาไธโอน จะสามารถทำงานได้ดีเมื่อมีวิตามินซีและวิตามินอีร่วมด้วย 

วิตามินซี 
- วิตามินซีมีความสำคัญต่อกระดูกเยื่ออ่อนและผิวหนัง กล่าวคือ วิตามินซีจะช่วยร่างกายในการผลิตและรักษาระดับของสารคอลลาเจน (Collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน เส้นเอ็นและผิวหนังที่กระจายอยู่ทั่วไปในโครงสร้างของร่างกาย 

วิตามินซีกับความสวยความงาม 
- วิตามินซีสามารถป้องกันอันตรายจากแสงยูวี หากเราทาวิตามินซีก่อนออกแดดจะสามารถลดปัญหาผิวไหม้ บรรเทาอาการอักเสบของผิวเมื่อถูกแสงแดด และพบว่าเมื่อทาร่วมกับวิตามินอีและครีมกันแดดที่มี Oxybenzone ก็จะสามารถป้องกันอันตรายจากแสงแดดได้ดีขึ้น ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชั่น (Antioxidant) ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากความชราของผิวหนังได้เป็นอย่างดี โดยมีการทดลองทาวิตามินซีที่ใบหน้าเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าทำให้เส้นริ้วรอยบางๆ จางหายไป ผิวหน้านุ่มเนียนขึ้น 
- วิตามินซียังมีความโดดเด่นในการผูกใจคนรักสวยรักงาม คือ ท าให้เม็ดสีเมลานินจางลง กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตของผิวพรรณ ช่วยให้ผิวขาวขึ้นได้ในคนที่เป็นฝ้า กระ รอยดำ ส่งผลให้ผิวพรรณสดใสเรียบเนียนและมีสุขภาพดีขึ้น และยังช่วยสมานแผล 

วิตามินอี 
- วิตามินอีเป็นคำเรียกสารประกอบกลุ่มหนึ่งชื่อ โทโคฟีรอล (Tocopherol) ซึ่งมี 4 รูปแบบหลักๆ คือ แอลฟา (Alpha) เบตา (Beta) แกมมา (Gamma) และเดลตา (Delta) แต่แอลฟาโทโคฟีรอล (Alpha-tocopherol) เป็นชนิดที่พบมากที่สุด และออกฤทธิ์มากที่สุด วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ร่างกายจึงเก็บสะสมไว้ได้นาน 

บทบาทของวิตามินอีต่อผิว 
-ปกป้องเยื่อบุเซลล์ 
-เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเปลี่ยนอนุภาคออกซิเจนที่ไม่เสถียรให้เป็นกลาง จึงไม่ท าลายเซลล์ของร่างกาย 
-เป็นตัวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด ลดความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด 

กาแฟเพื่อสุขภาพ 3 in 1

กาแฟเพื่อสุขภาพ 3 in 1

ปัจจุบันตลาดกาแฟเพื่อสุขภาพได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่มักจะทำออกมาในรูปแบบที่เป็นกาแฟปรุงสำเร็จ หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า "กาแฟ 3 in 1" โดยจะเพิ่มสารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์เข้าไปในผลิตภัณฑ์ และมีการมุ่งประโยชน์ในด้านใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งเป็นตลาดกาแฟเพื่อสุขภาพทีมุ่งไปที่การรักษารูปร่าง ลดความอ้วน และเพื่อความงามเป็นส่วนใหญ่

แต่วันนี้ มาแนะนำ 2 ผลิตภัณฑ์ เพื่อดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ค่ะ


กาแฟปรุงสำเร็จ ผสมโสมสกัด ชนิดผง 
Coffee Mix Powder 1 in 1 with Ginseng Extract

 photo CoffeeGinsensExtract2271_zps84b09dfb.jpg

คุณสมบัติของโสม
ช่วยในเรื่องบำรุงหัวใจ ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด

วิธีชง กาแฟ 1 ซองต่อน้ำร้อน 1 ถ้วย (120 มล.) คนให้เข้ากัน

ขนาด 20 ซอง/กล่อง (1 ซอง มี 20กรัม)
ฆอ.2689/2552


กาแฟปรุงสำเร็จ ผสมเห็ดหลินจือสกัด ชนิดผง
Coffee Mix Powder 3 In 1 with Ling Zhi Extract

 photo CoffeeLingZhiExtract227_zps574f9eac.jpg

คุณสมบัติของเห็ดหลินจือ
ต้านมะเร็ง ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด บำรุงตับ 

วิธีชง กาแฟ 1 ซองต่อน้ำร้อน 1 ถ้วย (120 มล.) คนให้เข้ากัน


ขนาด 20 ซอง/กล่อง  (1 ซอง มี 20กรัม)
ฆอ.2689/2552

ขิงผงสำเร็จรูป กิฟฟารีน

ขิงผงสำเร็จรูป กิฟฟารีน

 photo Ginger_11_zpsac27d12d.jpg



ขิง (Ginger) มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Zingiber officinale Rosc. (อ้างอิงที่ 1) เป็นทั้งพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ มีสรรพคุณด้านการรักษาโรคได้ เช่น รักษาโรคท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน รักษาอาการไอที่มีเสมหะ ขิงเป็นพืชล้มลุกมีลำต้นใต้ดินซึ่งมีลักษณะคล้ายมือหรือที่เรียกว่า “เหง้า” เปลือกเหง้ามีสีเหลืองอ่อน แต่เนื้อภายในมีสีเหลืองอมเขียว ถูกจัดเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับข่า ขมิ้น กระวาน ขิงอ่อนมีสีขาวออกเหลือง มีรสเผ็ดและกลิ่นหอม ยิ่งแก่ยิ่งมีรสเผ็ดร้อน ขิงเป็นพืชที่ปลูกได้ดีในเขตร้อน แหล่งที่ปลูกที่สำคัญได้แก่ อินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน รองลงมาได้แก่ ออสเตรเลีย ฟิจิ ไต้หวัน และไทย (อ้างอิงที่ 2)

 photo ginger_zpsfc86301d.jpg

ขิงมีคุณสมบัติ ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน หอบ ไอ ขับเสมหะ ซึ่งสารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยวิธีนำมาทำยารับประทานนั้น สามารถใช้ขิงแก่ทุบหรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ ส่วนขิงสดช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากการรับประทานอาหารมากจนเกินไป หรือมีอาการเมารถ โดยวิธีทำยารับประทาน ให้นำขิงสดมาทุบให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะ และเกลือประมาณหยิบมือ ดื่มทันทีจะช่วยลดแก๊ส แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ หรือจะจิบแก้ไอ ขับเสมหะก็ได้ นอกจากนี้การดื่มน้ำขิงร้อนๆ ยังช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้ดีอีกด้วย (อ้างอิงที่ 1, 3)

มีงานวิจัยสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประโยชน์ของขิงในด้านการช่วยเรื่องอาหารไม่ย่อย โดยทำการวิจัยให้ขิงบรรจุแคปซูล ปริมาณ 1.2 กรัม กับคนไข้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย พบว่าขิงช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารให้ดีขึ้นได้ (อ้างอิงที่ 4)

ประโยชน์อีกด้านของขิงคือ ช่วยลดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ในกลุ่มสตรีมีครรภ์ โดยมีงานวิจัยสนับสนุนว่าการให้ขิงบรรจุแคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม แก่กลุ่มสตรีมีครรภ์เป็นระยะเวลา 4 วัน พบว่ากลุ่มที่ได้รับขิง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (อ้างอิงที่ 5) สำหรับประเทศไทยนั้น ยังมีการประยุกต์การใช้ขิงสำหรับเป็นอาหารเพื่อช่วยขับน้ำนมแม่ด้วย โดยศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ได้จัดขิงเป็นหนึ่งในอาหาร สมุนไพร และยาเพิ่มน้ำนม (อ้างอิงที่ 6)

นอกเหนือไปจากประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีงานวิจัยในประโยชน์ด้านอื่นของขิงอีก ในเรื่องของการช่วยลดโคเลสเตอรอล โดยทำการวิจัยให้ขิงบรรจุแคปซูลกับกลุ่มคนไข้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง วันละ 3 กรัม โดยแบ่งให้ 3 เวลา เป็นระยะเวลา 45 วัน พบว่า ระดับค่าเฉลี่ยของ ไตรกลีเซอไรด์, โคเลสเตอรอล, แอลดีแอลโคเลสเตอรอล ลดลงอย่างมีนัยสำคัญกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ ทานขิง (อ้างอิงที่ 7)

ในปัจจุบัน มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มขิงผงสำเร็จรูป ซึ่งเป็นเครื่องดื่มชนิดผงที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตมีความสะดวกมากขึ้น  เพราะเตรียมได้ง่ายเพียงเติมน้ำร้อนก็สามารถอร่อยกับรสชาติที่กลมกล่อม มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของขิงได้ทันที ให้ความสดชื่น คลายความเครียดจากการทำงาน รับประทานได้ทุกโอกาสระหว่างวัน นอกจากนี้ยังสามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่

 photo Ginger_227_zps6a6bab33.jpg
สนใจโทร 080-6427376


เอกสารอ้างอิง :
ขิง, สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/Plant/MPRI/Q_zingiber.shtm
ขิง (Ginger), คลังปัญญาไทย, http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%87
ดื่มน้ำขิงมีประโยชน์, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/15153
Effect of ginger on gastric motility and symptoms of functional dyspepsia, World J Gastroenterol. 2011 Jan 7;17(1):105-10
1. Effects of ginger capsules on pregnancy, nausea, and vomiting, J Altern Complement Med. 2009 Mar;15(3):243-6
2. อาหาร สมุนไพร และยาเพิ่มน้ำนม, ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย, http://www.thaibreastfeeding.org/content/view/183/94/
3.  Investigation of the effect of ginger on the lipid levels. A double blind controlled clinical trial, Saudi Med J. 2008 Sep;29(9):1280-4

ขิงผงสำเร็จรูป กิฟฟารีน

ขิงผงสำเร็จรูป กิฟฟารีน

 photo Ginger_11_zpsac27d12d.jpg



ขิง (Ginger) มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Zingiber officinale Rosc. (อ้างอิงที่ 1) เป็นทั้งพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ มีสรรพคุณด้านการรักษาโรคได้ เช่น รักษาโรคท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน รักษาอาการไอที่มีเสมหะ ขิงเป็นพืชล้มลุกมีลำต้นใต้ดินซึ่งมีลักษณะคล้ายมือหรือที่เรียกว่า “เหง้า” เปลือกเหง้ามีสีเหลืองอ่อน แต่เนื้อภายในมีสีเหลืองอมเขียว ถูกจัดเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับข่า ขมิ้น กระวาน ขิงอ่อนมีสีขาวออกเหลือง มีรสเผ็ดและกลิ่นหอม ยิ่งแก่ยิ่งมีรสเผ็ดร้อน ขิงเป็นพืชที่ปลูกได้ดีในเขตร้อน แหล่งที่ปลูกที่สำคัญได้แก่ อินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน รองลงมาได้แก่ ออสเตรเลีย ฟิจิ ไต้หวัน และไทย (อ้างอิงที่ 2)

 photo ginger_zpsfc86301d.jpg

ขิงมีคุณสมบัติ ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน หอบ ไอ ขับเสมหะ ซึ่งสารสำคัญในน้ำมันหอมระเหย จะออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยวิธีนำมาทำยารับประทานนั้น สามารถใช้ขิงแก่ทุบหรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อ ส่วนขิงสดช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากการรับประทานอาหารมากจนเกินไป หรือมีอาการเมารถ โดยวิธีทำยารับประทาน ให้นำขิงสดมาทุบให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะ และเกลือประมาณหยิบมือ ดื่มทันทีจะช่วยลดแก๊ส แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ หรือจะจิบแก้ไอ ขับเสมหะก็ได้ นอกจากนี้การดื่มน้ำขิงร้อนๆ ยังช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้ดีอีกด้วย (อ้างอิงที่ 1, 3)

มีงานวิจัยสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประโยชน์ของขิงในด้านการช่วยเรื่องอาหารไม่ย่อย โดยทำการวิจัยให้ขิงบรรจุแคปซูล ปริมาณ 1.2 กรัม กับคนไข้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย พบว่าขิงช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารให้ดีขึ้นได้ (อ้างอิงที่ 4)

ประโยชน์อีกด้านของขิงคือ ช่วยลดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ในกลุ่มสตรีมีครรภ์ โดยมีงานวิจัยสนับสนุนว่าการให้ขิงบรรจุแคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม แก่กลุ่มสตรีมีครรภ์เป็นระยะเวลา 4 วัน พบว่ากลุ่มที่ได้รับขิง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (อ้างอิงที่ 5) สำหรับประเทศไทยนั้น ยังมีการประยุกต์การใช้ขิงสำหรับเป็นอาหารเพื่อช่วยขับน้ำนมแม่ด้วย โดยศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ได้จัดขิงเป็นหนึ่งในอาหาร สมุนไพร และยาเพิ่มน้ำนม (อ้างอิงที่ 6)

นอกเหนือไปจากประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีงานวิจัยในประโยชน์ด้านอื่นของขิงอีก ในเรื่องของการช่วยลดโคเลสเตอรอล โดยทำการวิจัยให้ขิงบรรจุแคปซูลกับกลุ่มคนไข้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง วันละ 3 กรัม โดยแบ่งให้ 3 เวลา เป็นระยะเวลา 45 วัน พบว่า ระดับค่าเฉลี่ยของ ไตรกลีเซอไรด์, โคเลสเตอรอล, แอลดีแอลโคเลสเตอรอล ลดลงอย่างมีนัยสำคัญกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ ทานขิง (อ้างอิงที่ 7)

ในปัจจุบัน มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มขิงผงสำเร็จรูป ซึ่งเป็นเครื่องดื่มชนิดผงที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตมีความสะดวกมากขึ้น  เพราะเตรียมได้ง่ายเพียงเติมน้ำร้อนก็สามารถอร่อยกับรสชาติที่กลมกล่อม มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของขิงได้ทันที ให้ความสดชื่น คลายความเครียดจากการทำงาน รับประทานได้ทุกโอกาสระหว่างวัน นอกจากนี้ยังสามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่

 photo Ginger_227_zps6a6bab33.jpg
สนใจโทร 080-6427376


เอกสารอ้างอิง :
ขิง, สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/Plant/MPRI/Q_zingiber.shtm
ขิง (Ginger), คลังปัญญาไทย, http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%87
ดื่มน้ำขิงมีประโยชน์, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/15153
Effect of ginger on gastric motility and symptoms of functional dyspepsia, World J Gastroenterol. 2011 Jan 7;17(1):105-10
1. Effects of ginger capsules on pregnancy, nausea, and vomiting, J Altern Complement Med. 2009 Mar;15(3):243-6
2. อาหาร สมุนไพร และยาเพิ่มน้ำนม, ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย, http://www.thaibreastfeeding.org/content/view/183/94/
3.  Investigation of the effect of ginger on the lipid levels. A double blind controlled clinical trial, Saudi Med J. 2008 Sep;29(9):1280-4

ชาเขียวมัทฉะ ให้ประโยชน์กับร่างกายมากมายหลายประการ

ชาเขียวมัทฉะ ให้ประโยชน์กับร่างกายมากมายหลายประการ


มัทฉะ
Matcha green tea powder


มัทฉะ กิฟฟารีน Matcha green tea powder giffarine


ชาเขียวมัทฉะ ชนิดผง (ตรากิฟฟารีน)

ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณใน 1 ซอง มัทฉะชนิดผง 100 % (2 ก.)

ขนาด 10 ซอง

วิธีรับประทาน รับประทานครั้งละ 1 ซอง โดยละลายมัทฉะ 1 ซอง ในน้ำเปล่าหรือน้ำแร่ 600 มล.

คำเตือน อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค

ฆอ.4128/2553

ราคาขาย 320 บาท
ราคาสมาชิก 240 บาท  โทร 080-6427376 นลินี



HEALTH NEWS

ชาเขียว มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Camellia sinensis ให้ประโยชน์แก่ร่างกายมากมายหลายประการ โดยมีสารสำคัญที่ทำให้เกิดประโยชน์ (Active Health Component) ที่เรียกว่า โพลีฟีนอล (Polyphenols) หรือเรียกกันทั่วไปว่า คาเทชิน (Catechins) ซึ่ง Catechins นี้จะมีปริมาณ 30-40 % ของส่วนที่เป็นของแข็งที่สามารถสกัดได้จากใบชาเขียวแห้ง (อ้างอิงที่ 1)

คาเทชินที่อยู่ในชาเขียว ประกอบไปด้วย Epigallocatechin-3-gallate (EGCG), Epicatechin-3-gallate, Epicatechin, Epigallocatechin, Gallocatechin gallate and Catechin ในทั้งหมดนี้ สารที่มีมากที่สุดคือ Epigallocatechin-3-gallate หรือ  อี จี ซี จี (EGCG)     ขนาดใบชาเขียวแห้ง 1 ซอง (1.5 กรัมต่อซอง) จะให้ EGCG ประมาณ 35 – 110 mg  (อ้างอิงที่ 2)   EGCG นับได้ว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ  ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในชาเขียว และมีปริมาณมากที่สุด (อ้างอิงที่ 3) มีความแรงของการต้านอนุมูลอิสระมากกว่า วิตามินซี และวิตามินอี 25-100 เท่า การรับประทานชาประมาณ 1 แก้วต่อวัน จะให้สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าการรับประทาน แครอท บรอคเคอรี ผักโขม และสตรอเบอร์รี ในขนาดที่รับประทานในแต่ละมื้อ (อ้างอิงที่ 4) ซึ่งมีงานวิจัยรองรับมากมายถึงประโยชน์ของสารสำคัญตัวนี้ อาทิเช่น 
•    ช่วยลดความอ้วน ด้วยกลไกของการกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมัน (Stimulates Fat Oxidation) มีรายงานวิจัยที่มีข้อมูลสนับสนุนว่า EGCG ช่วยเพิ่มกระบวนการ การเผาผลาญพลังงานของเนื้อเยื่อไขมัน และมีรายงานการทดลองในคนแล้วว่า ช่วยลดความอ้วนได้(อ้างอิงที่ 5-8)  นอกจากนี้ มีงานวิจัยที่ทำในคนไทย โดยแบ่งผู้ที่น้ำหนักเกินเป็นสองกลุ่ม ได้รับสารสกัดชาเขียว และยาปลอม กลุ่มที่ได้รับชาเขียวมีน้ำหนักน้อยกว่า 2.7, 5.1 และ 3.3 ก.ก. ในสัปดาห์ที่ 4, 8  และ 12 ของการวิจัย  ( อ้างอิงที่ 9)


good shape สาวหุ่นดี ลดความอ้วน


•    ช่วยลดไขมันในเลือด แม้จะลดไขมันในเลือดได้ไม่มากนัก แต่ก็มีงานวิจัยที่ดีรองรับสองงานวิจัย ในงานวิจัยแรก พบว่า เมื่อรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงการดื่มชาในปริมาณปานกลางหรือปริมาณมาก ร่วมด้วย จะลดปริมาณ ไขมันในเลือดชนิด ไตรกลีเซอไรด์ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ในช่วง 6 ชั่วโมงหลังทานอาหารและดื่มชา โดยลดการเพิ่มระดับของไขมันชนิด ไตรกลีเซอรไรด์ในเลือดได้ถึง 15.1-28.7% (อ้างอิงที่10)  อีกงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มชาประมาณ สองถ้วยต่อวัน สามารถลดไขมันในเลือดชนิดโคเลสเตอรอลลงได้เล็กน้อย (119.9 เป็น 106.6 มก./ดล.)  แต่ก็มีนัยสำคัญทางคลินิก  (อ้างอิงที่ 11)
•    ช่วยโรคเส้นเลือดอุดตัน มีรายงานวิจัยว่า  สารสำคัญในชาเขียว สามารถลดการหดเกร็งของเส้นเลือดฝอย ลดการเกิดตะกอน (Plaque) ในเส้นเลือดฝอย ทำให้ลดอุบัติการณ์ของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด (Myocardial Infarction) และอัมพฤกษ์ อัมพาตจากเส้นเลือดตีบตัน (Stroke)  (อ้างอิงที่ 12-16) นอกจากนี้ EGCG ยังเป็นตัวยับยั้งการเกิด การสันดาป Oxidation ของโคเลสเตอรอล  ทำให้ลดการเกิด การสะสมสร้างตะกอน (Plaque) ในเส้นเลือดจากโคเลสเตอรอล ทำให้ลดการเกิด เส้นเลือดแข็งตัวตีบตัน (Atherosclerosis)  และลดอุบัติการณ์ของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (Coronary Atherosclerosis) (อ้างอิงที่ 17-19)  ในงานวิจัยในสัตว์ทดลองยังลดการเกิดเส้นเลือดในปอดตีบตัน (Pulmonary Thrombosis) อีกด้วย (อ้างอิงที่ 15) ส่งให้เป็นผลดีต่อสุขภาพของหลอดเลือดหัวใจ ไม่นานนี้มีงานวิจัยทางระบาดวิทยาในคนญี่ปุ่น พบว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียว จะลดการเกิดโรคเส้นเลือดทางสมองทั้งโรคเส้นโลหิตในสมอง แตก (Cerebral hemorrhage) และเส้นเลือดสมองตีบ  (Cerebral infarction) ได้จริง (อ้างอิงที่ 20) 
•    ต่อต้านอนุมูลอิสระ และต่อต้านมะเร็ง (Antioxidant and Anticancer) ชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งการเกิดมะเร็งได้หลายชนิดทั้งในคนและสัตว์ เพราะมีฤทธิ์ทางด้านการต้านอนุมูลอิสระอย่างมาก จากการวิเคราะห์งานวิจัยที่เชื่อถือได้ของ Cochrane Database ตีพิมพ์ล่าสุด จำนวน 51 งานวิจัยทั่วโลก แม้จะมีจำนวนงานวิจัยที่จำกัด พบว่าการดื่มชาเขียว ลดอุบัติการณ์เกิดมะเร็งหลายชนิด เช่น  มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับอ่อน (อ้างอิงที่ 21) 

อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงชาเขียวญี่ปุ่นแล้ว สามารถแบ่งแยกออกได้เป็นหลายเกรด เช่น


•    Gyokuro เป็นชาเขียวญี่ปุ่นที่ถือได้ว่า เป็นชาชั้นสูงที่สุด ซึ่งต้องปลูกภายใต้การดูแลเป็นพิเศษ เป็นใบชาที่ได้จากการปลูกแบบประคบประหงม ภายในร่มก่อนที่จะเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้กลิ่นและรสที่ดีที่สุด ชื่อของ Gyokuro สื่อถึงสีเขียวอ่อนของน้ำชาที่ชงออกมาแล้ว
•    มัทฉะ (Matcha) เป็นชาที่ต้องปลูกภายใต้การดูแลเป็นพิเศษเหมือนกับ Gyokuro กล่าวคือ หลังจากที่ใบชาเริ่มแตกยอดนั้นจะไม่ให้ยอดใบชาถูกแสงแดด ทำให้ชลอการเติบโตของใบชา เป็นผลทำให้ใบชามีสีเขียวเข้มขึ้น มีการสร้างกรดอะมิโนซึ่งทำให้ใบชามีรสหวานขึ้น แล้วเลือกเก็บเกี่ยวเฉพาะใบชาที่ดีที่สุดด้วยมือ หลังจากนั้นแล้วใบชาที่ม้วนงอเป็นปกติ ก็จะถูกจัดเกรดเป็น Gyokuro ส่วนใบชาที่แผ่ออกเป็นใบ ก็จะไปอบ แล้วป่นออกเป็นผง ซึ่งจะเรียกชาส่วนนี้ว่า เทนฉะ (tencha) จากนั้นจะนำไปบดให้เป็นผงละเอียดด้วยครกหิน จนมีลักษณะเป็นผงละเอียดคล้ายแป้ง มีสีเขียวอ่อนๆ ก็จะได้มัทฉะ
•    เซนฉะ (Sencha)  เป็นชาเขียวชนิดที่นิยมดื่มกันทั่วไปในญี่ปุ่น ได้จากใบชาที่แตกยอดครั้งแรก และครั้งที่ 2  เซนชะเป็นชาที่ผลิตและดื่มกันแพร่หลายคิดเป็น 80% ของปริมาณการผลิตชาทั้งประเทศ  
•    โคนะฉะ (Konacha) ผลิตจากใบชาส่วนที่เหลือจากการทำ Gyokuro หรือ เซนฉะ ราคาจะถูกกว่า และนิยมใช้ในร้านขายซูชิ
•    บังฉะ (Bancha) เป็นชาเกรดรองลงมาจากเซนฉะ ได้จากใบชาที่แตกยอดครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ในช่วงระหว่างฤดูร้อน ถึงฤดูใบไม้ร่วง
นอกจากนี้ยังมีชาอื่นๆอีกมากมาย อาทิเช่น โฮจิฉะ (Hojicha), ฟงมัทซึฉะ (Funmatsucha) ฯลฯ (อ้างอิงที่ 22-24)

ดังนั้นเมื่อพูดถึงมัทฉะแล้ว ก็จะหมายถึงใบชาญี่ปุ่นชั้นดีที่บดละเอียด และเป็นชาที่ถูกนำไปใช้ในพิธีชงชาของประเทศญี่ปุ่น มีพิธีการ อุปกรณ์ และวิธีชงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากข้อมูลกระบวนการผลิตมัทะดังกล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่า มัทฉะเป็นใบชาบดผง ซึ่งเมื่อนำมาใช้ในพิธีชงชาก็จะใช้ผงมัทฉะมาละลายเลย ดังนั้นการดื่มมัทฉะจึงเป็นการรับประทานใบชาทั้งใบ ต่างจากการดื่มชาแบบอื่นที่จะใช้ใบชาชงกับน้ำร้อน แล้วดื่มเฉพาะน้ำชา ส่วนกากใบชาก็จะถูกทิ้งไป

ปัจจุบันนี้ ได้มีการประยุกต์นำ มัทฉะ มาทำเป็นเครื่องดื่มร้อนปรุงสำเร็จ โดยนำผงมัทฉะมาผสมกับน้ำตาล นม และครีมเทียมบรรจุอยู่ในซอง เวลาจะรับประทาน ให้ชงกับน้ำร้อน คนให้ละลายเข้ากันก็จะได้ชาเขียวมัทฉะชงร้อนที่มีรสชาติของ มัทฉะ ออกเข้ม ขมเล็กน้อย (ขมแบบชา)  ผสมกับความหอมหวานของนม น้ำตาล และครีมเทียม กลายเป็นชาเขียวร้อนที่มีกลิ่นที่หอม รสชาติที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีตะกอนอยู่บ้างเนื่องจากเป็นการรับประทานใบชาทั้งใบ นับได้ว่าเป็นอีกวิถีทางหนึ่งในการดื่มชาเขียว ที่ง่าย สะดวก ได้ประโยชน์จากชาเขียวทั้งหมด นอกจากนี้ อาจมีการเติมสารอาหารอื่นๆที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ซีลีเนียม ซึ่งตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง การแสดงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหาร อนุญาตให้แสดงข้อความกล่าวอ้างหน้าที่ของซีลีเนียมว่า ซีลีเนียมมีส่วนช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ (อ้างอิงที่ 25) 
อย่างไรก็ตามเนื่องจากมัทฉะ คือชาซึ่งมีคาเฟอีนเป็นองค์ประกอบอยู่  คล้ายกาแฟ จึงมีข้อห้ามข้อควรระวัง เหมือนกาแฟทั่วๆไป เช่นกัน  เนื่องจาก คาเฟอีนจะมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลาง และการเต้นของหัวใจ  จึงควรระวัง และห้ามรับประทานในผู้ป่วยไทรอยด์  ในระยะที่มีอาการ ใจสั่น นอนไม่หลับ  แต่เมื่อคุมอาการของไทรอยด์ ได้แล้ว ก็จะรับประทานได้  และไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ ใจสั่น รวมถึงผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน  และโรคหัวใจเต้นเร็ว หรือผิดจังหวะ ด้วย

เอกสารอ้างอิง : 
1.    The Growth Factor, Vol. No. 3 / 03 – Mita (P) No 214 / 04 / 2002 ; A Publication of Roche Vitamins Asia Pacific Pte Ltd.
2.    Catechins in Green Tea, TEAVIGO TM Roche Vitamins Ltd, data on file 
3.    Antioxidant chemistry of green tea catechins. Identification of products of the reaction of (-)-epigallocatechin gallate with peroxyl radicals. Chem Res Toxicol. 1999 Apr;12(4):382-6.
4.    http://www.worldconsortium.com/med_studies.htm
5.    TEAVIGO and modulation of obesity, EGCG attenuates body fat accumulation , TEAVIGO TM Roche Vitamins Ltd, data on file 
6.    Efficacy of a green tea extract rich in catechin polyphenols and caffeine in increasing 24-h energy expenditure and fat oxidation in humans. Am J Clin Nutr. 1999 Dec;70(6):1040-5.
7.    Green tea and thermogenesis: interactions between catechin-polyphenols, caffeine and sympathetic activity. Int J Obes Relat Metab Disord. 2000 Feb;24(2):252-8.
8.    Anti-obesity effect of tea catechins in humans, J Oleo Sci 2001;50:599-605.
9.    Effectiveness of green tea on weight reduction in obese Thais: A randomized, controlled trial. Physiol Behav. 2008 Feb 27;93(3):486-91. Epub 2007 Oct 18.
10.    Effect of tea catechins on postprandial plasma lipid responses in human subjects. Br J Nutr. 2005 Apr;93(4):543-7.
11.    Effectiveness of moderate green tea consumption on antioxidative status and plasma lipid profile in humans. J Nutr Biochem. 2005 Mar;16(3):144-9
12.    Tea flavonoids and cardiovascular diseases : a review. Crit Rev Food Sci Nutr 1997;37:771-785
13.    Inhibitory effects of purified green tea epicatechins on contraction and proliferation of arterial smooth muscle cells. Acta Pharmacol Sin 2000;21(9):835-840
14.    Tea catechins prevent the development of artherosclerosis in apoprotein E-deficient mice. J Nutr 2001;131:27-32
15.    Antithrombotic activities of green tea catechins and ( - ) – Epigallocatechins Gallate. Thromb Res 1999;96:229-237
16.    Possible contribution of green tea drinking habits to the prevention of stroke. Tohuku J Exp Med 1989;157:337-343
17.    TEAVIGO and cardiovascular health, A potent antioxidant and antiatherogenic agent , TEAVIGO TM Roche Vitamins Ltd, data on file 
18.    Tea catechins inhibit cholesterol oxidation accompanying oxidation of low density lipoprotein invitro. Comp Biochem Physiol Part C 2001 Feb;128(2):153-64
19.    Relationship between green tea consumption and the severity of coronary atherosclerosis among Japanese men and women. Ann Epidemiol 2000;10:401-408
20.    Consumption of green and roasted teas and the risk of stroke incidence: results from the Tokamachi-Nakasato cohort study in Japan. Int J Epidemiol. 2008 Oct;37(5):1030-40.
21.    Green tea (Camellia sinensis) for the prevention of cancer. Cochrane Database Syst Rev. 2009 Jul 8;(3):CD005004.
22.    Matcha. From Wikipedia, the free encyclopedia. http://en.wikipedia.org/wiki/Matcha
23.    Green Tea. From Wikipedia, the free encyclopedia. http://en.wikipedia.org/wiki/Green_tea
24.    ชาญี่ปุ่น. โครงการบริการอาคารสถานที่ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. http://www.asia.tu.ac.th/ieas/ieas_buiding4.htm
25.    ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง การแสดงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหาร

น้ำบิลเบอรี่ผสมน้ำบลูเบอรี่ 100% ตรากิฟฟารีน

เรื่องน่ารู้ำของบิลเบอรี่และนํ้าบลูเบอรี่


Giffberry  

 photo Giffberry_1_zpsab59dd27.jpg



น้ำบิลเบอรี่ผสมน้ำบลูเบอรี่ 100% ตรากิฟฟารีน

น้ำผลไม้แท้จากผลบิลเบอรี่ และบลูเบอรี่

ส่วนประกอบสำคัญ : น้ำบิลเบอรี่ และน้ำบลูเบอรี่

ฆอ. 1869/2553

ขนาด 700 มล.
ราคาปกติ 780 บาท สนใจติดต่อคุณ นลินี รักษา โทร 080-6427376


เรื่องน่ารู้ของบิลเบอรี่ และ บลูเบอรี่


บิลเบอร์รี่ เป็นพืชตระกูลเดียวกับ บลูเบอรรี่ คืออยู่ในตระกูล  Vaccinium spp.   มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Vaccinium myrtillus ซึ่งพบได้มากในยุโรป     


 photo Giffberry_blueberry_zps210e3d23.jpg


สารสำคัญที่อยู่ในบิลเบอร์รี่และบลูเบอร์รี่คือ  Anthocyanosides  ซึ่งจัดอยู่ในสารประเภท Flavonoids ( อ้างอิงที่ 1, 2 ) มีประโยชน์ในการบำรุงสายตาและบำรุงจอตา มีส่วนช่วยในเรื่องการมองเห็นในที่มืดได้ดีขึ้น    ซึ่งอาจจะเป็นผลดีในโรค ตาบอดตอนกลางคืน ( Night blindness ; อ้างอิงที่  3, 4, 5  )  
นอกจากนี้ สารในกลุ่ม Anthocyanosides ยังช่วยป้องกัน retina ถูกทำลายโดยกระบวนการ Oxidation ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย และยังช่วยสร้าง rhodopsin ซึ่งเป็นสารสีที่พบได้ในส่วนนอกของ retinal rod ( อ้างอิงที่ 6 ) จึงอาจจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกอีกด้วย ( อ้างอิงที่ 7, 8 ) 

คุณสมบัติอื่น ๆ ของ Bilberry ที่มีการรายงานจนถึงปัจจุบัน มีดังต่อไปนี้ :
1. ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือด และลดโอกาสการเกิดสภาวะหลอดเลือดแข็งตัว หรือหลอดเลือดเปราะ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหลายชนิด ( อ้างอิงที่ 9 )
2. ประกอบด้วยสารหลายชนิดที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Antioxidant) จึงลดการเสื่อมของเซลล์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายได้ ( อ้างอิงที่ 9 )
3. อาจจะช่วยลดการเกิดมะเร็งด้วยกลไกของ การเหนี่ยวนำให้เซลมะเร็งตายไป ( Apoptosis ) ( อ้างอิงที่ 10 )

บลูเบอร์รี่ ยังมีสารต้านอนุมูลอิสสระในปริมาณที่สูงมาก และมีงานวิจัยที่ศูนย์รัจเจอร์ที่วิจัยบลูเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ ( Rutgers Blueberry Cranberry Research Center ) ในเมืองแชทเวิทธ์  นิวเจอร์ซี พบว่าบลูเบอร์รี่ช่วยทำให้ระบบของท่อปัสสาวะทำงานได้ดีขึ้น เนื่องจากมีสารประกอบที่ป้องกันเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุการติดเชื้อในท่อปัสสาวะที่ได้รับมาจากผนังกระเพาะปัสสาวะ ( อ้างอิงที่ 11,12 )  

เอกสารอ้างอิง : 
1. Structural aspects of antioxidant activity of flavonoids, Free Rad Bill Med1996; 20:331-42 
2. Berry phenolics and their antioxidant activity, J Agric Food Chem. 2001 Aug;49(8):4076-82
3. Anthocyanosides of Vaccinium myrtillus ( bilberry ) for night vision-a systematic review of placebo-controlled trials, Complementary Medicine, Peninsula Medical School, Universities of Exeter & Plymouth, Exeter, UK.
4. Study concerning the action of anthocyanoside extracts of Vaccinium myrtillus on night vision. Ann Ocul 1965;198:556-62. 
5. Study on the effects of anthocyanin glycosides on the nocturnal vision of air controllers. Rev Med Aeronaut Spatiale 1966;18:3-7. 
6. Effect of anthocyanosides on visual performance at low illumination. Minerva Oftalmol 1979;21:283-5.
7. Preventive medical treatment of senile cataract with vitamin E and anthocyanosides: Clinical evaluation. Ann Ottalmol Clin Ocul 1989;115:109. 
8. Comparison of the scavenger effect of bilberry anthocyanosides with various flavonoids.Proceed Intl Bilflavonoids Symposium, Munich,1981 ,437-42. 
9. Vaccinium myrtillus L. Fitoterapia Volume LXVII, No 1, 1996
10. Induction of apoptosis in cancer cells by Billberry ( Vaccinium myrtillus ) and the anthocyanins
11. J Agric Food Chem. 2004 Oct 20;52(21):6433-42Effective separation of potent antiproliferation and antiadhesion components from wild blueberry (Vaccinium angustifolium Ait.) fruits.
12. Inhibition of the Adherence of P-Fimbriated Escherichia coli to Uroepithelial-Cell Surfaces by Proanthocyanidin Extracts from Cranberries. N Engl J Med. 1998 Oct 8;339(15):1085-6.

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ประโยชน์ของน้ำทับทิมกรานาดา

ประโยชน์ของน้ำทับทิมกรานาดา



ทับทิม POMEGRANATE   เป็นผลไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมมาก ทับทิม สามารถปลูกได้ในประเทศไทย แต่ที่แท้จริงเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากเปอร์เซีย (ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน)  ทับทิม เป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ ในประวัติศาสตร์ พบว่าได้มีการนำ ทับทิม มาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่ 8,000 ปีมาแล้ว ในประเทศเปอร์เซียโบราณ มีความเชื่อว่า คุณค่าทางอาหารทุกชนิดที่มีอยู่ในผลไม้ต่าง ๆ นั้น รวมกันอยู่ในทับทิม ซึ่งเป็นผลไม้ที่ได้รับการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย  และทำเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายไปทั่วโลก ในทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระ หลายชนิด ซึ่งมีมากทั้งใน เปลือก เมล็ด และน้ำทับทิม 

น้ำทับทิม กรานาดา กิฟฟารีน granada giffarine


คุณประโยชน์ของทับทิม ในตำราแพทย์สมัยโบราณ เปอร์เซีย
ในผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต และระบบการหมุนเวียนในร่างกาย ในตำราแพทย์โบราณของเปอร์เซีย (ซึ่งถือว่าเป็นต้นตำรับของวิชาแพทย์ตะวันตกในปัจจุบัน) ระบุว่าทับทิมมีประโยชน์ดังต่อไปนี้
- การฟื้นฟูสู่สภาพเดิมของหัวใจและตับ
- การฟอกไตและท่อปัสสาวะ
- ขจัดไขมันส่วนเกิน
- เป็นยาบำรุงกำลัง
- ช่วยป้องกันการแพ้ท้อง
- ปรับปรุงระบบการฟอกและหมุนเวียนโลหิต
- สมรรถนะในการกลั้นเสมหะ
- ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและเพิ่มพลัง
- ป้องกันโรคขี้หลงขี้ลืมในผู้สูงอายุ

น้ำทับทิม กรานาดา กิฟฟารีน granada giffarine

คุณประโยชน์ของน้ำทับทิม จากการวิจัยทางการแพทย์
1. น้ำทับทิม มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก
2. สามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ปัองกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ซึ่งจะทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือดตามมา
3. ทำให้เส้นเลือดที่หนาตัวและมีไขมันสะสมแล้ว ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดีแล้ว มีความหนาตัวลดลง และลดไขมันที่สะสมลงได้อีกด้วย
4. ลดความดันโลหิตได้เล็กน้อย ประมาณ 5% ในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูง ถ้ารับประทานน้ำทับทิมวันละ 50 ซีซี เป็นเวลาสองสัปดาห์
5. บำรุงตับ ปัองกันการเป็นพิษต่อตับจากสารพิษได้
6. สารต้านอนุมูลอิสระจากน้ำทับทิม มีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมของมนุษย์ (Human Breast Cell)

ทับทิม มีสรรพคุณในการบรรเทาโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มพลัง เพิ่มความงาม และประโยชน์อื่นอีกมากมาย ทำให้ ทับทิม เป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง สภาพตลาดทับทิมระหว่างประเทศ ในปัจจุบัน ได้มีการค้นคว้าและแปรรูปทับทิมมากมายจากหลายประเทศทั่วโลก เช่น ในประเทศเยอรมันมี นอกจาก จะมีการผลิตสินค้าจาก น้ำทับทิมเข้มข้น แล้ว ยังได้นำเมล็ด ใบ และดอก มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าหลากหลายชนิด น้ำทับทิมจึงเป็นน้ำผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีคุณประโยชน์ และเป็นของที่มาจากธรรมชาติ นับเป็นหนึ่งในอาหารสุขภาพที่มีผลบำรุงร่างกายที่แท้จริง

น้ำทับทิม กรานาดา กิฟฟารีน granada giffarine

ในประเทศญี่ปุ่น มีรายการแนะนำทับทิมทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ว่า ทับทิมมีสรรพคุณในการบรรเทาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มพลัง เพิ่มความงาม และประโยชน์อื่นอีกมากมาย ทำให้ทับทิมเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง

ปริมาณสุทธิ 700 มล.

ราคา ขวดละ 600 บาท
ราคาสมาชิก 450 บาท  สนใจติดต่อเลยที่ คุณ นลินี รักษา โทร 080-6427376

วิธีรับประทาน
รับประทานวันละ 1-2 ช้อนโต๊ะ (15 - 30 ซีซี ต่อวัน)  เวลาใดก็ได้

ส่วนประกอบสำคัญ
น้ำทับทิม 100% จากน้ำทับทิมเข้มข้น

น้ำทับทิม กรานาดา กิฟฟารีน granada juice giffarine

โปรโมชั่น น้ำทับทิม กรานาดา 
ซื้อ 3 แถม 1 

ราคาขาย   1800  บาท
ราคาสมาชิก 1350 บาทสนใจติดต่อเลยที่ คุณ นลินี รักษา โทร 080-6427376